|
สืบเนื่องจากกระทู้ในพันทิพ --->กระทู้นี้ <---
ทำให้อดรนทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาเขียนบทความอีกครั้ง
หลังจากที่หายไปพัก...เปิดพื้นที่ให้กิ๊ฟมันโชว์ลูกมัน
(ขอเม้าท์มันก่อนนิดนึง ในฐานะที่มันทำให้เพื่อนมันตกใจ
อยู่ดีดี คุณเธอก็โทรมาบอกว่า
“เจ๊จะมีหลาน!!!”
ไอ้เราก็หูตาตื่นตกใจ ถามถึงโน้นนี่ งานแต่ง ไปหาหมอ บลา ๆ
แล้วสุดท้าย มันก็บอกว่าได้ลูกแฝดด้วย ไปรับมาแล้ว
เราก็นั่งงง อยู่ปลายสายโทรศัพท์
ตกลงว่า....คือลูกหมาสองหน่อ
ไอ้ปิ้ง กะ ไอ้หวาน...หึหึ...ทำเอาตรูแทบหัวใจวาย )
ต่อ ๆ คือ อารมณ์ไม่อยากไปเขียนในพันทิพ
เพราะเบื่อ เบื่อ และเบื่อ
จะโพสอะไรในพันทิพเนี้ย ต้องดูฤกษ์ยาม
ถ้าโพสไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่ดูกระแส ไม่ทำบุญไหว้พระมา 9 วัดแล้วละก็
มีสิทธิ์ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกเลยในพันทิพ
ดังนั้น จึงไม่โพสไว้ในพันทิพมาเขียนไว้ในเว็บนี้สบายใจกว่า
ประเด็นคือ
เรื่อง ตม. (อ่านว่า ตอ มอ) กรุณาอย่าอ่านว่า "ตม" เด็ดขาด
อยากจะแชร์ประสบการณ์ ที่เคยเจอมา
อาจจะไม่เท่ากับเจ้าของกระทู้ในพันทิพ แต่ใจเนี้ยเอียงไปทางเชื่อว่ามีมูล
เพราะตัวเองก็เคยโดนมากะตัว แม้ว่าจะไม่ดูรุนแรงขนาดนี้
ครั้งแรกไปเที่ยวปักกิ่งกะครอบครัวเพื่อนของแม่
ตอนนั้นยังเป็นเคาร์เตอร์ที่ดอนเมือง
อารมณ์เดินเข้าไปยื่นพาสปอร์ตให้ เจ้าหน้าที่ตม. ผู้ชายก็รับไป
แล้วสักพักมันก็เงยหน้ามาจากจอคอมพิวเตอร์
(สังเกตว่าสรรพนามเริ่มเป็นไปตามอารมณ์คนเล่า)
ถามด้วยน้ำเสียงเข้มๆ ว่า
“เคยไปจีนมาก่อนหรือเปล่า”
ไอ้ความที่เราเคยไปเราก็บอกว่า
“เคยไปค่ะ.....”
“แล้วทำไมในนี้ไม่มี” น้ำเสียงตะคอกกลับมาทันที
(ในนี้หมายถึงในพาสปอร์ตไม่มีระบุไว้)
ไอ้เราก็ยืนงง เฮ้ย กูทำผิดอะไรเนี้ย อะไรไม่ว่า กูยังพูดไม่จบเลย
คุณมึงแม่งก็แว๊ดมาซะงั้น
ที่จะพูดก็คือ
“เคยไปค่ะ....แต่นานมากแล้ว ตั้งแต่พาสปอร์ตเล่มเก่า”
ความจริงคือพาสปอร์ตเล่มเก่าทำตั้งแต่คำนำหน้ายังเป็นเด็กหญิง
แล้วก็หมดอายุไปแล้ว พอทำเล่มใหม่คำนำหน้าก็เป็นนางสาว
และถ้าข้อมูลมันจะไม่มีอยู่ในพาสปอร์ตเล่มใหม่ มันความผิดกูหรอคะ?
ก็เลยพูดไปว่า
“ก็มันอยู่ในพาสปอร์ตเล่มเก่า อันนี้มันเล่มใหม่”
คุณมันถึงได้เงียบไปแล้วก็รีบส่งเล่มคืน
ไอ้เราก็โมโห มองหน้าคุณมันแล้วก็เดินเข้าไป
ครอบครัวของเพื่อนแม่ก็รออยู่
ด้วยความโมโหก็เลยเล่าให้ฟังแต่เสียงดังให้คนแถวนั้นได้ยิน
อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่เจอกะตัวเอง
ส่วนอีกเหตุการณ์นึงเกิดกับชาวต่างชาติ
แต่ตัวเองเห็นแล้วหงุดหงิดกะ ตม.ไทย
เวลาจะเข้าประเทศ มันจะแยกช่องระหว่างคนไทย กับต่างชาติ
ไอ้เราก็พอจะรู้แกว ก็เลยมองหาว่าช่องไหนของคนไทยก็วิ่งเข้าไปต่อแถว
แต่ต่างชาติบางคนไม่รู้ อาจจะเพราะไม่ได้มองหรืออะไรไม่ทราบ
(บางทีก็ต้องใจเขาใจเรา เวลาเราไปต่างแดนก็ทำอะไรไม่ค่อยถูกเหมือนกันแหละ)
ต่างชาติสองคนเดินเข้าไปต่อแถวที่เป็นช่องของคนไทย
พอถึงคิวเค้า ตม. ซึ่งจำได้ว่าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผิวคล้ำ ๆ หน่อย
ก็โบกมือไล่...โดยไม่อธิบายให้ชาวต่างชาติทราบเลย
หน้าตาก็บึ้ง ไม่มียิ้มแย้ม โอภาปราศัย
ไอ้เราภาษาไทยได้นิดหน่อย ภาษาอังกฤษไม่ได้เลย
ก็เลยถู ๆ ไถ ๆ ชี้มือบอกฝรั่งเค้าไปว่า..."International"
อันนี้ไม่ได้เกิดกะตัวเอง....แต่เห็นแล้วขัดใจ
อะไรไม่ว่า4-5 ปีก่อน ไปออสเตรเลีย เจอ ตม. เค้าน่ารักมาก
ถามว่ามาจากไหน จะอยู่กี่วัน เค้าถามคำถามง่ายๆ ก็แลยตอบเค้าได้ งูๆ ปลาๆ หัวเราะเฮฮา
จนคนข้างหลังคงนึกว่าคุยภาษาอังกฤษเก่ง ผิดกันลิบลับกับประสบการณ์ที่เจอกะ ตม. ไทย
ความรู้สึกไม่ดีกะ ตม. เนี้ยก็กรุ่น ๆ อยู่ในใจมาตลอดหลายปี
จนกระทั่งล่าสุดไปจีนอีกรอบเมื่อต้นเดือนมีนา
(และก็ยังไม่ได้รีวิวลง เพราะช่วงนี้ติด facebook)
เห็นแล้วก็สะท้อนใจ
ผ่าน ตม. จีน ขากลับ เป็นผู้ชายขาวๆ ตัวใหญ่มาก นั่งอยู่ในเคาร์เตอร์
ไอ้เรื่องความดุของพวก ตม. จีนเนี้ย เคยได้ยินมาบ้าง
ก็เอาวะ กูยิ้มสู้ละกัน ส่งเล่มให้ไป เค้าก็รับไปทำ
คือ เวลาผ่าน ตม. ประเทศไหนก็ตาม ก็จะติดปากขอบคุณเค้าตลอดเวลา
ถ้าพูดท้องถิ่นเค้าได้ก็จะพยายามพูด พอเค้าส่งเล่มคืนมา ก็เลยบอกเค้าไปว่า
“เซี่ยเซี่ยหนี่”
ซึ่งหมายถึงขอบคุณ ในภาษาจีนกลาง
ผลที่ได้รับมาคือ....รอยยิ้มจาก ตม. จีน
จากผู้ชายใส่เครื่องแบบตัวใหญ่ แล้วดูดุ
ไม่น่าเชื่อใช่ไหม
...แต่เกิดขึ้นจริง...
แต่ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นในดินแดนแห่งรอยยิ้ม land of smile
มันเกิดจากดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ ประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ
มันคือเรื่องจริง
สำนึกกันบ้างไหม ตม. ประเทศสยาม?
เป็น "เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง" ไม่ใช่ "ตม"
แค่นี้ทำได้ไหม....หือ??
|
Story BY:
สงวนลิขสิทธิ์รูปภาพและบทความทั้งหมดตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ห้ามผู้ใดคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยมิได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฏหมาย
|
|