|
ยินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่(อีกละ)
ปีเดียว
นายกสามคน
ช่างเป็นประเทศที่ใช้นายก เปลือง ยิ่งนัก
หวังว่า
จะเริ่มทำงานกันได้สักที
เพราะ
ประชาชนในประเทศตกงานแล้วเป็นล้านคน
หลายบริษัทเริ่มมองทางหนีทีไล่
หลายแห่งไล่คนงานออกแล้วก็ปิดหนี
บางแห่งมีคุณธรรมหน่อย
ก็คำนวนว่าจ่ายค่าทดแทนแล้วยังพอเหลือกำไรก็รีบจัดการ
ก่อนที่จะขาดทุนเข้าเนื้อไม่เหลืออะไร
ทุนข้ามชาติ ก็เริ่มข้ามประเทศไทยไปละ
(ข้ามไปโน้นเลย จีน เวียตนาม)
ออเดอร์สินค้าคงจะเริ่มน้อยลงเมื่อเริ่มศักราชใหม่
เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศนำเข้าสินค้ารายใหญ่ของไทย
เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯเจอพิษแฮมเบอร์เกอร์
การจับจ่ายซื้อขายก็ย่อมน้อยลง
(หลับตานึกถึงประเทศไทยปี 2540)
(( ใครเกิดไม่ทัน โตไม่ทัน ก็......สมน้ำหน้า โฮ่ะ โฮ่ะ!!))
((ไม่ได้ลิ้มรสความลำบากช่วงนั้นดิ ต๊ายยย พลาดครั้งหนึ่งในชีวิตนะยะ)))
ก่อนเกิดเหตุการณ์ยึดสนามบิน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในไทยกล่าวกันว่า
“ประเทศไทยจะไม่โดนผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกามากนัก”
“เนื่องจากประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนจากพิษต้มยำกุ้งแล้วจึงวางพื้นฐานทางการเงินที่มีระบบมากขึ้น”
อ่านแล้วสบายใจขึ้นเยอะ
ขอให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟื้อ เราก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
แต่พอมีเหตุการณ์ยึดสนามบินเท่านั้นแหละ
ที่ทุกสำนักวิเคราะห์ที่เคย "ว่ากันว่า" ปีหน้า 2552 คือการเผาจริง
กลับกลายเป็นว่า
ปลายปีนี้คือการเผาจริง และปีหน้าคือการลอยอังคาร
ประชาชนตาดำๆ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
ทำธุรกิจส่งออก บางคนต้องกู้เงินมาลงทุน
เพียงพริบตาขาดทุนย่อยยับ
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
“ใครรับผิดชอบ”
ฝั่งตรงกันข้ามกันต่างโทษกันและกัน
แต่ไม่เห็นมีผู้ใดจะออกมาเยียวยาปัญหา
ดีแต่ปัดว่าไม่ใช่ความผิดของตน
สุดท้าย
“ประชาชนต้องรับกรรมด้วยความจำทน”
ขอนำประโยคสุดฮิตของแดง ไบเล่ย์
มาใช้ให้เข้ากับสถานการณ์สักนิด
“อยู่ประเทศนี้ต้องอดทน”
อย่างนั้นใช่ไหม
จะคาดหวังได้ไหม
ว่ารัฐบาลชุดใหม่
จะไม่ใช่
“เหล้าใหม่ในขวดเก่า”
เพราะเหล้าใหม่ นอกจากไม่อร่อยแล้ว ยิ่งถ้าถูกบรรจุอยู่ในขวดเก่าๆ ที่สกปรก
ประโยชน์ก็ไม่มีสักนิด แม้แต่คิดจะเอามาเททิ้งยังไม่กล้า
เพราะกลัวกลายเป็น “ขยะสังคม”
|
Story BY:
สงวนลิขสิทธิ์รูปภาพและบทความทั้งหมดตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ห้ามผู้ใดคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยมิได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฏหมาย
|
|